Interview With Santi (1st)

Santi discusses his experiences as an educator, civil servant, and leftist activist in Thailand from the 1970s


Summary of the first interview with Mr.Santi Thamraksa,

a former member of the Group of Local Teachers for People

บันทึกการพูดคุยกับสันติ ธรรมรักษา อดีตสมาชิกกลุ่มครูประชาบาลเพื่อประชาชน

วันที่ 19 มีนาคม 2564

ณ บ้านพักในจังหวัดเชียงใหม่

สัมภาษณ์และบันทึกแบบสรุปความ โดย เพียรผจง อินต๊ะรัตน์

ประวัติชีวิตส่วนตัวและการทำงาน 

  • สันติ ธรรมรักษา เกิดและเติบโตในจังหวัดเชียงใหม่ ในครอบครัวซึ่งบิดารับราชการครู ในวัยเด็ก สันติได้เข้าเรียนที่โรงเรียนพระหฤทัยเชียงใหม่ และโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัยจนสำเร็จการศึกษาระดับมัธยม จากนั้นจึงได้เข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยครูเชียงใหม่  เมื่อสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยครู เขาได้รับการบรรจุเข้าเป็นข้าราชการครูใน ปีพ.ศ. 2513 ณ​ โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอหางดง จ. เชียงใหม่ 

  • ปีพ.ศ. 2541 สันติลาออกจากราชการครูด้วยตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ เพื่อไปสมัครงานในตำแหน่งผู้จัดการของสถาบันการเงินแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ แม้ว่าจะไม่ได้เรียนด้านการเงินมาโดยตรง แต่เมื่อต้องมาทำงานด้านการเงิน สันติจึงหาความรู้เพิ่มเติมโดยการสมัครเข้าเรียนในโครงการ MBA  ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กรุงเทพ เขานั่งรถไป-กลับ เชียงใหม่-กรุงเทพ ทุกสุดสัปดาห์อยู่ประมาณ 1 ปีก็ได้รับปริญญาด้าน MBA  

  • จากนั้นในปี พศ. 2548 สันติลาออกจากสถาบันการเงินแห่งนั้น แล้วร่วมกับเพื่อน ๆ จัดตั้งบริษัทรับประเมินคุณภาพการศึกษา 

  • ในปี พ.ศ. 2548 สันติเข้าสู่วงการการเมืองท้องถิ่น โดยลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ สันติชนะการเลือกตั้งและได้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวระหว่างปี พ.ศ. 2548-2553 

  • นอกจากนี้ สันติยังรับตำแหน่งผู้นำกลุ่มในชุมชนของตนเองอีกหลายกลุ่ม เช่น ชมรมผู้สูงอายุ สถาบันการเงินหมู่บ้าน กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ กองทุนสวัสดิการชุมชน สภาองค์กรชุมชน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นองค์กรที่มุ่งสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชน 

เส้นทางการเข้าร่วมขบวนการสังคมนิยม 

  • สันติเกิดและเติบโตในครอบครัวซึ่งบิดารับราชการครู ครอบครัวได้รับสวัสดิการเบิกค่าเล่าเรียนของลูกได้ตามสิทธิข้าราชการ จึงทำให้สามารถส่งเสียให้สันติเข้าเรียนที่โรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียงในจังหวัดเชียงใหม่ได้จนจบการศึกษาระดับมัธยม เมื่อเติบโตมาจากการได้รับโอกาสทางการศึกษาเช่นนี้ สันติจึงมีความคิดที่จะตอบแทนสังคมด้วยการสร้างความเท่าเทียมผาสุกให้แก่ผู้คนเสมอมา 

  • ในภาพกว้างของสงครามเย็นที่แผ่ขยายไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงทศวรรษที่มีสงครามเวียดนาม ในไทยเริ่มมีการเคลื่อนไหวต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกาซึ่งเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการในการต่อสู้สกัดกั้นการขยายตัวของคอมมิวนิสต์  

  • ระหว่างปีพ.ศ. 2513-16 ได้เริ่มมีการเผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับแนวคิดสังคมนิยมให้แก่ผู้ใส่ใจในปัญหาความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมไทย และในพื้นที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของอินสอน บัวเขียว นักเมืองจากพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย และเป็นพื้นที่ที่สันติรับราชการครูอยู่ในขณะนั้น กลุ่มผู้คนที่สนใจได้มารวมตัวกันในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เพื่อแลกเปลี่ยนพูดคุยในสิ่งที่ได้เรียนรู้จากเอกสารและหนังสือที่เสนอแนวคิดสังคมนิยมต่าง ๆ  ซึ่งผู้เข้าร่วมก็มักจะเป็นข้าราชการครูในพื้นที่ ณ ขณะนั้น จนในที่สุด ก็ได้รวมตัวกัน ตั้งเป็นกลุ่ม "ประชาบาลเพื่อประชาชน" ในความทรงจำของสันติ ประธานของกลุ่มคือ สวัสดิ์ อินต๊ะรัตน์ สาเหตุหนึ่งที่เขาได้รับเลือกเป็นประธานเพราะมีอาวุโสกว่าเพื่อน ณ ขณะนั้น สวัสดิ์อายุราว ๆ 30 ปี  

  • สันติเล่าว่า เขาได้รู้จักกับสวัสดิ์จากการเล่นกีฬา เมื่อเป็นครูประชาบาลสอนหนังสืออยู่ในพื้นที่เดียวกัน ก็ได้มีโอกาสนั่งท้ายรถกระบะเพื่อไปแข่งกีฬาระหว่างกลุ่มด้วยกัน ระหว่างทางก็ได้พูดคุยกันถูกคอ และรู้ว่าต่างมีความคิดทางการเมืองไปในทางเดียวกัน 

  • ในปี พ.ศ. 2517 ดร. บุญสนอง บุณโยทยาน ได้รวมกับกลุ่มการเมืองและนักวิชาการสายสังคมนิยม ก่อตั้งพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยขึ้นมาจนสำเร็จ

เหตุการณ์ที่โรงเรียนบ้านต้นแก้ว ปลายปี 2518 

  • กลุ่มประชาบาลเพื่อประชาชน (กลุ่ม ปป.) วางแผนจัดสัมมนาเป็นเวลา 2 วัน 1 คืน สันติคิดว่า สวัสดิ์ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มมีความสนิทสนมกับผู้อำนวยการโรงเรียนต้นแก้ว กลุ่มปป. จึงได้รับอนุญาตให้ใช้สถานที่ของโรงเรียนดังกล่าว 

  • การสัมมนาเช่นนี้ แม้จะมีผู้สนใจมาเข้าร่วมนับร้อยคน แต่การเตรียมการรับรองก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย เพราะผู้เข้าร่วมต่างก็สามารถดูแลความเป็นอยู่ของตนเองได้ในระดับหนึ่ง เช่น พวกเขาก็จะนำเครื่องนอนหมอนมุ้งมาเอง ในขณะที่ทางผู้จัดก็จะเตรียมอาหารไว้ให้ กิจกรรมในการสัมมนาประกอบด้วยการปราศรัยจากผู้นำทางความคิดในขณะนั้น ที่โรงเรียนต้นแก้วในวันนั้น อาจารย์บุญเย็น วอทอง ก็ได้เดินทางมาจากกรุงเทพเพื่อบรรยายให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาด้วย 

  • ตกดึกได้มีฝ่ายขวาซึ่งเชื่อได้ว่าเป็นกลุ่มจัดตั้งโดยการรู้เห็นของรัฐ ระดมกว้างก้อนอิฐเข้ามาในโรงเรียน สันติกับภรรยา และแม่ครัวจากสันผักหวานอีก 2 คน เข้าไปหลบห่าอิฐในห้องเก็บอุปกรณ์ทำครัว ผู้ก่อกวนนอกจากจะขว้างปาสิ่งของเข้ามาในสถานที่จัดงานแล้ว ยังลากรถยนตร์และรถจักรยานยนต์ของผู้เข้าร่วมงานออกมาจุดไฟเผา รถยนต์ที่อาจารย์บุญเย็น วอทองขับมาจากกรุงเทพก็ถูกเผาไปด้วย ขณะที่ผู้คนกำลังหนีกันอลหม่าน คนพยายามหนีออกมาก็มีคนโดนทุบตี ทำร้าย ตำรวจกับจนท. เข้ามาตอนดึก พาผู้เข้าร่วมสัมมนาที่อยู่ในที่เกิดเหตุไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่ และให้พิมพ์ลายนิ้วมือ ทั้ง ๆ ที่คนเหล่านี้ ควรจะได้รับการปฏิบัติอย่างผู้ที่เป็นเหยื่อความรุนแรงหรือผู้ที่ได้รับความเสียหาย  เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้สันติได้เข้าใจถึงคำที่ว่า “อำนาจรัฐได้มาจากปากกระบอกปืน” 

ผลกระทบทางการเมืองหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

  • เย็นวันที่ 6 ตุลาคม 2519 หลังเกิดเหตุสังหารหมู่นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พล.ร.อ. สงัด ชะลออยู่ ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจจาก หม่อนราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ณ ขณะนั้น  หลังการยึดอำนาจมีการจับกุมกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ที่เชียงใหม่ นักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายรวมถึงสันติต่างก็ถูกจับกุม สันติถูกควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจหางดงเป็นเวลาถึง 33 คืนโดยไม่แจ้งข้อหา จากนั้นก็ส่งต่อไปที่ศูนย์การุณยเทพ ซึ่งเป็นที่ควบคุมนักเคลื่อนไหวทางการเมืองแถว ๆ สวนบวกหาด (ศูนย์นี้ดูแลโดย ศูนย์การข่าวร่วมพลเรือน ตำรวจ ทหาร) 

  • สันติเล่าว่า เมื่อตอนที่เขาถูกคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจหางดง ชาวบ้านก็ช่วยเหลือ นำข้าวปลาอาหารไปส่งให้ที่โรงพัก ทั้งยังมีปริมาณมากพอที่จะเผื่อแผ่ให้ผู้ต้องขังคนอื่น ๆ ด้วย น้ำใจของชาวบ้านที่แสดงออกเช่นนี้ตรงข้ามกับกระแสความคิดที่ตัวผู้สัมภาษณ์ (เพียรผจง) ได้ยินมาจากคนรุ่นเดียวกับสันติคนอื่น ๆ สันติจึงเล่าต่อว่า การเผยแพร่ความคิดทางการเมืองและแนวความคิดสังคมนิยมของกลุ่มปป. ทำให้ชาวบ้านได้เห็นและเข้าใจว่า “คอมมิวนิสต์เอย สังคมนิยมเอย ตามที่เขาเรียก ไม่ได้น่ากลัวเหมือนที่เขาชวนเชื่อ”  ที่ผ่านมามีการโฆษณาชวนเชื่อโดยการสนับสนุนจากรัฐบาลอเมริกัน (สำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพฯ) มีการใช้สื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือ  "เสรีภาพ" และ การฉายหนังกลางแปลง เพื่อปลูกฝังให้คนเกลียดกลัวคอมมิวนิสต์ เข้าใจว่าสังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต์อย่างที่เรียกกันในตอนนั้น เป็นคนโหดร้าย มีคำที่พูดกันให้ฝังหัว เช่น "ใครที่อายุเกิน 60 ปี คอมมิวนิสต์จะเอาไปฆ่าทิ้งให้หมด" 

  • สันติคิดว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนบ้านต้นแก้ว แสดงให้เห็นว่า ในเวลานั้น ขบวนการเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายมีความเข้มแข็งอย่างมากจนรัฐมองว่าเป็นภัยคุกคาม เขามองว่า การสัมมนาที่จัดขึ้นบ่อย ๆ นั้น ทำให้ผู้คนได้เห็นภาพและเข้าใจว่าพวกเขาได้รับความไม่เป็นธรรมอย่างไรบ้าง เช่น การที่ชาวนาจะต้องจ่ายค่าเช่านาด้วยข้าวที่ปลูกได้ ถึงร้อยละ 50 ของปริมาณผลผลิตที่ออกมา 

  • ที่ศูนย์การุณยเทพ สันติถูกนำตัวไปสอบสวนในที่ลับ เขาเล่าว่า ถูกพาไปยังที่แห่งหนึ่งโดยการคลุมผ้าปิดตา ไม่ให้มองเห็น แต่ประสาทสัมผัสระหว่างทางรู้สึกเหมือนจะลงไปในชั้นใต้ดิน ภายในห้องสอบสวน สันติถูกถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ารับเงินมาจากใคร ทำไมจึงออกมาเคลื่อนไหวเช่นนี้ เวลาในห้องสอบสวนผ่านไป โดยทีเจ้าตัวไม่รู้วันคืน แต่เมื่อกลับขึ้นมา เพื่อน ๆ ร่วมชะตากรรมต่างก็บอกว่า เขาหายไปเป็นเวลา 2 คืน สันติถูกคุมตัวไว้ที่ศูนย์การุณยเทพเป็นเวลาราว ๆ หนึ่งเดือน จากนั้นจึงถูกปล่อยตัวออกมา 

  • ระหว่างที่สันติถูกควบคุมตัวอยู่ที่ศูนย์การุณยเทพ ภรรยาของเขาก็ท้องแก่ ใกล้คลอด เป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองควรจะได้อยู่ด้วยกัน แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อถึงวันที่ลูกคลอด นายทหารยศพันโทคนหนึ่งก็ได้เข้ามาช่วยเหลือพาอาจารย์ออกไปเยี่ยมภรรยาและลูกที่โรงพยาบาล พันโทคนนั้นบอกกับสันติว่า “อาจารย์เราไปด้วยกันดี ๆ อย่าคิดทำอะไรวุ่นวาย เพราะถ้าจะใส่กุญแจมือก็จะดูเอิกเกริก คนก็จะตกใจ” ทั้งสองจึงเดินไปด้วยกันอย่างคนธรรมดา ๆ ที่มาเยี่ยมคนใกล้ชิดอันเป็นที่รักของตน แล้วพันโทผู้นั้นก็พาอาจารย์กลับมาคุมตัวไว้ที่ศูนย์การุณยเทพเหมือนเดิม อาจารย์พูดถึงความทรงจำกับนายทหารคนนั้นในครั้งนั้นว่า “ก็ยังซึ้งน้ำใจของเค้าอยู่จนทุกวันนี้”

  • หลังจากที่เหตุการณ์ทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย และทางรัฐบาลได้ให้อดีตนักเคลื่อนไหวกลับเข้ารับราชการอีกครั้ง สันติซึ่งก็เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับโอกาสดังกล่าว ก็ได้เล่าว่าแนวปฏิบัติของทางราชการตอนนั้นคือ สลายเครือข่ายด้วยการโยกย้ายตำแหน่ง ย้ายใต้ไปเหนือ ย้ายเหนือไปใต้ แต่ตัวอาจารย์เองนั้นไม่โดนย้าย เพราะตอนนั้น เขามีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องทดลองหลักสูตรการศึกษาใหม่ปี 2523 ซึ่งเป็นภาระงานที่ยังใหม่และไม่มีใครสามารถทำแทนได้ ผู้บังคับบัญชาของเขาจึงได้ดำเนินการเพื่อขอให้สันติได้สานต่องานที่สำคัญนี้ต่อไป  

  • หลังจากนั้นเป็นต้นมา สันติก็หันมาเน้นทำงานเรื่องสวัสดิการ ภายใต้เครื่องมือและทรัพยากรที่มีอยู่แทน  ครั้งหนึ่ง เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นคุรุสภาของอำเภอ เขาก็ได้ให้ขึ้นป้ายคำขวัญในที่ทำงานว่า “พิทักษ์สิทธิครู ส่งเสริมสวัสดิการ สร้างมาตรฐานวิชาชีพ”  

ชีวิตหลังกลับเข้ารับราชการ

  • สันติมีความคิดว่าอยากทำงานเพราะจะได้ช่วยเหลือสังคม เมื่อเขาได้รับได้โอกาส ก็ควรทำดีตอบแทน หาทางทำในหนทางที่ตนเองทำได้ใส่ใจเรื่องความเท่าเทียม ความเป็นมนุษย์ 

  • ในส่วนของขบวนการเคลื่อนไหวที่ตนเองได้เคยเข้าร่วม สันติยังรู้สึกเสียใจและติดค้าง เพราะสิ่งที่หวังไว้ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ต้องปล่อยวาง ถ้าปล่อยวางไม่ได้ก็จะใช้ชีวิตจะลำบาก  จากคำบอกเล่าของสันติ การปล่อยวางทางอุดมการณ์เป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับนักเคลื่อนไหวหลายท่าน บางคนเลือกที่จะตัดขาดกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เพราะไม่อยากจะคิดถึงเรื่องในอดีตอีกต่อไป บางคนก็สูญเสียตัวตนไปและไม่สามารถกลับมาเป็นทรัพยากรบุคลที่มีความสามารถของสังคมได้อีก แต่สำหรับบางคน ก็ยังคงเลือกที่จะเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อไป ดังเช่น สงวน พงษ์มณี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นส.ส. พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน

  • ในเรื่องชีวิตส่วนตัวกับการทำงานเพื่อส่วนรวม สันติยอมรับว่าต้องเสียสละในเรื่องชีวิตส่วนตัวอย่างมาก และภรรยาของเขาก็ต้องอดทนเป็นอย่างมากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ได้อยู่ด้วยกันมาจนถึงตอนนี้ สันติเล่าถึงช่วงที่เหตุการณ์ทางการเมืองยังคุกรุ่นและภรรยาก็โดนล้อเลียนถากถางว่า “อ้าวคอมมิวนิสต์ไปไหน” อาจารย์อ้างถึงคำพูดของเหมาเจ๋อตงที่บอกว่า “ปัญหาครอบครัวเหมือนห่อผ้า” ถ้าห่อไว้ใหญ่เกินไปก็จะแบกไม่ไหวส่วนตัวของอาจารย์ไม่ได้มีปัญหาที่ทำให้ภรรยาทุกข์ใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอบายมุขต่าง ๆ เช่น เล่นพนัน ดื่มเหล้า หรือแม้แต่การนอกใจ จึงทำให้อยู่ด้วยกันมาได้จนถึงตอนนี้ 

บทส่งท้าย

  • สันติได้ให้ความเห็นต่อปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบัน (พ.ศ. 2564) ไว้โดยสรุปว่า ปัญหาสำคัญของประเทศตอนนี้คือ ทุนผูกขาด ความอยุติธรรมในสังคมยังคงอยู่แต่เปลี่ยนรูปแบบและวิธีการไป คนเข้าสู่ระบบสายพาน บริโภคนิยม ทำให้ความสามารถในการพึ่งพาตัวเองต่ำ  ในความเห็นของเขา สันติมีความหวังว่าอยาแสดงให้ผู้คนเห็นว่าแม้จะเป็นสังคมนิยม ครูก็ยังอยู่เหมือนเดิม เงินเดือนก็ได้เหมือนเดิม แต่การกระจายทรัพยากรจะดีขึ้น 

  • ส่วนประเด็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งมีการอภิปรายของการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ การปฏิรูปกองทัพ และการเปลี่ยนไปเป็นรัฐสวัสดิการ อาจจะเป็นการ “ล้ำหน้ามวลชน” คือไม่ได้สร้างฐานมวลชนให้แข็งแกร่งพอก่อน ดังนั้น ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็จะล้มไป ไม่มีกองหนุน และผู้นำนักศึกษารุ่นคนเดือนตุลาตอนนี้ “กลายเป็นเศษดินเศษหินไปแล้ว”


Tags & Keywords

Endnotes

None